หน้าเว็บ

วันเสาร์ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2555

3 เมนูสบายท้อง สำหรับผู้เป็นโรคกระเพาะอาหาร เบา เบา รสไม่จัด



เมนูอยู่ด้านล่างค่ะ)
ปวดท้องที่ไม่ธรรมดา
ปวดท้องที่ไม่ธรรมดา เรื่องสำคัญเกี่ยวกับอาการปวดท้องที่คนทั่วไปควรสนใจได้แก่ การแยกให้ได้ว่ากรณีใดควรรักษาตนเอง และกรณีใดควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที อาการปวดท้องที่มีโอกาสเกิดขึ้นได้บ่อยๆ และสามารถรักษาด้วยตนเองได้ 
 เช่น ปวดท้องจากโรคกระเพาะอาหาร และปวดท้องจากโรคอาหารเป็นพิษ ส่วนอาการปวดท้องบางกรณีจะยากในการวินิจฉัยเบื้องต้น หากไม่แน่ใจ ควรปรึกษาแพทย์เช่นกัน ได้แก่ อาการปวดท้องที่เกิดขึ้นกระทันหัน และรุนแรง อาการปวดท้องที่คงอยู่นานกว่า 4 ชั่วโมง โดยไม่ทุเลาเลย อาการปวดท้องที่มีอาการอาเจียนหลายครั้ง และอาการปวดท้องที่รักษาด้วยตนเองแล้วไม่ทุเลา
รายละเอียดอาการปวดท้องที่ช่วยในการวินิจฉัยโรค
  1. ตำแหน่ง หรือบริเวณที่เริ่มปวด เช่น บริเวณลิ้นปี่ รอบๆ สะดือ หน้าท้องส่วนบน ใต้ชายโครงขวา หรือซ้าย ท้องน้อยตรงกลาง เหนือหัวเหน่า หรือท้องน้อยขวา หรือซ้าย และเมื่อเวลาผ่านไปอาการปวดเปลี่ยนหรือ ย้ายที่หรือไม่
  2. ปวดท้องมานานเท่าไร ภายในไม่กี่ชั่วโมง 2-3 วัน หรือเป็นเรื้อรังมานาน
  3. ลักษณะของอาการปวดเป็นแบบใด ปวดเป็นพักๆ เดี๋ยวปวดมากเดี๋ยวเบาลง หรือปวดตลอดเวลา ไม่มีหยุดพักเลย และปวดแบบแสบร้อน ปวดเหมือนถูกแทง ปวดตื้อๆ หรือปวดถ่วงๆ เป็นต้น
  4. อาการปวดเกิดขึ้นอย่างรุนแรงทันทีทันใด หรือค่อยๆ ปวดมากขึ้นเรื่อยๆ จนทนไม่ได้จึงมาพบแพทย์
  5. มีอาการปวดร้าวไปที่อื่นหรือไม่ เช่น ปวดร้าวไปที่หัวไหล่ขวาหรือซ้าย ร้าวไปหลัง ไปเอว ไปขาหนีบ หรือร้าวไปที่ลูกอัณฑะมีอาการอื่นที่เกิดร่วมด้วยหรือไม่ เช่น เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียนท้องผูก ท้องเสีย เป็นไข้ เหงื่อแตก หน้ามืดเป็นลม
  6. สาเหตุที่ทำให้ปวดมากขึ้น เช่น อาหาร การถ่ายปัสสาวะ หรืออุจจาระ การหายใจแรงๆ ไอหรือจาม การเคลื่อนไหว ท่านั่งหรือท่านอน

วันอาทิตย์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2555

5 เมนู สำหรับผู้เป็นกรดไหลย้อน

"กรดไหลย้อน" โรคยอดฮิตของคนเมือง
หากถามว่าปัจจุบัน สถานการณ์เรื่องไหนดูน่ากลัวที่สุด เชื่อว่าเกือบทุกคนคงตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า “สถานการณ์ไข้หวัด2009” เพราะดูเหมือนว่า ทั้งยอดผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตจะมีแนวโน้มเพิ่มจำนวนมากขึ้นทุกวัน
ถึงแม้ว่าการระบาดมีแนวโน้มชะลอลงบ้างแล้ว โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ ก็ตาม ในขณะที่ทุกคนมัวแต่หวาดกลัวไข้หวัด 2009 สายตาจับจ้องสังเกตอาการคนใกล้ชิดว่า มีไข้ ปวดเนื้อตัว เข้าข่ายติดเชื้อหรือไม่  ขณะที่อาการเหล่านี้ ซึ่งเหมือนมีน้ำย่อยขมๆ ไหลย้อนมาที่คอ แสบร้อนยอดอก ท้องอืด แน่นท้องหรือรู้สึกจุกที่คอ หลังอาหารมื้อหลักมักจะคลื่นไส้อาเจียน คุณเคยสังเกตบ้างไหมว่า อาการเหล่านี้ก็อันตรายต่อสุขภาพคุณเช่นกัน เพราะเป็นสัญญาณเตือนของภัยเงียบที่เรียกว่า “โรคกรดไหลย้อน”

 โรคกรดไหลย้อน ไม่ได้เป็นโรคแปลกใหม่สำหรับคนไทย เป็นโรคที่พบมานานแล้ว เป็นภาวะที่น้ำย่อยในกระเพาะอาหารไหลย้อนกลับขึ้นไปในหลอดอาหารอย่างผิดปกติ เกิดได้จากหลายสาเหตุ อาทิ หลอดอาหารส่วนปลายมีการคลายตัวอย่างผิดปกติ ความดันของหูรูดส่วนปลายหลอดอาหารต่ำกว่าปกติ หรือเกิดจากความผิดปกติของการบีบตัวของกระเพาะอาหารหรือหลอดอาหาร รวมถึงพันธุกรรมอีกด้วย
    สาเหตุสำคัญที่ทำให้คนเป็นโรคนี้
     พฤติกรรมการบริโภคที่หันไปใช้ชีวิตแบบชาวตะวันตก ตื่นเช้ามาก็เร่งรีบไปทำงาน ไม่ค่อยกินข้าว กินแต่กาแฟ แถมยังชอบกินอาหารเย็นหนักๆ แล้วก็นอน อาหารจึงยังตกค้างอยู่ในกระเพาะ ร่างกายต้องหลั่งกรดออกมาย่อยอาหารที่ยังตกค้างอยู่ ประกอบกับท่านอนไม่ถูกต้อง หัวเสมอหรือต่ำกว่าลำตัว ทำให้กรดใน

วันอังคารที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2555

5 เมนูอาหารสำหรับคนอ้วน

โรคอ้วน    การประเมินว่าอ้วนหรือไม่ สาเหตุโรคอ้วน ผลเสียของโรคอ้วนจะรักษาโรคอ้วนเมื่อไรมีกี่วิธีในการรักษาโรคอ้วนขั้นตอนในการรักษาผลดีของการลดน้ำหนัก การป้องกัน อ้วนลงพุง(metabolic syndrome)
การควบคุมอาหารในผู้ป่วยโรคอ้วน
การลดพลังงานจากอาหาร
คนปกติคนเราต้องการพลังงานประมาณ 25-35 กิโลแคลอรี/น้ำหนัก 1 กิโลกรัมดังนั้นเราสามารถคำนวณพลังงานที่เราควรได้รับในแต่ละวันโดยเอาน้ำหนักคูณด้วย 25 ผลลัพธ์ที่ได้จะเป็นพลังงานทั้งหมด ถ้าเราต้องการลดน้ำหนักให้เอา 500 กิโลแคลอรีลบจากที่คำนวณได้จะได้พลังงานที่ควรได้รับในแต่ละวัน นำพลังงานที่ได้หารด้วย3 จะได้พลังงานที่ควรได้รับในแต่ละมื้อ โดยทั่วไปถ้าหากต้องการลดน้ำหนักผู้หญิงควรได้พลังงานวันละ 1000-1200 กิโลแคลอรี สำหรับผู้ชายควรได้ 1200-1600 กิโลแคลอรีซึ่งจะทำให้น้ำหนักลดลง ครึ่งกิโลกรัมต่อสัปดาห์ การรับประทานอาหารเหลวที่มีพลังงานต่ำจะทำให้น้ำหนักลดในช่วงแรก แต่เมื่อหยุดอาหารเหลวก็จะกลับอ้วนขึ้นมาใหม่
เลือกอาหารที่มีคุณภาพ
  1. เมื่อรับประทานอาหารให้พยายามนึกถึงปริมาณพลังงานที่เรารับประทาน แทนน้ำหนัก หรือชิ้น
  2. เลือกอาหารแป้งที่ถูกต้อง แม้ว่าปริมาณแป้งที่เรารับประทานจะมากถึงร้อละ 40-55 % การเลือกอาหารแป้งก็มีความสำคัญ ต้องเลือกแป้งที่มาจากธัญพืช พวกแป้งควรเป็นแป้งเชิงซ้อน เช่นข้าวกล้อง ผัก ผลไม้ แทนน้ำตาล
  3. ลดอาหารที่ให้ความหวาน เช่น candies, cakes, cookies, muffins, pies, doughnuts and frozen desserts
  4. ลดอาหารไขมันลง เนื่องจากอาหารไขมันจะให้พลังงานมากกว่าพวกแป้งและเนื้อสัตว์เท่าตัว
  5. เมื่อรับประทานอาหารต้องกะปริมาณอย่าให้มากไป
  6. พยายามคำนวนอาหารที่รับประทานออกเป็นพลังงาน

วันพุธที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

อาหารสำหรับผู้ป่วยโรคกระเพาะอาหาร

อาหารสำหรับผู้ป่วยโรคกระเพาะอาหาร
ผู้ป่วยโรคกระเพาะอาหาร ควรงดรับประทานอาหารต่อไปนี้
- ของระคายกระเพาะทุกชนิด
อาทิ ของรสเผ็ดร้อน รสจัดๆ เครื่องดองของเมา เหล้า เบียร์ อีกทั้งบุหรี่ (บุหรี่นี่ถือเป็นสุดยอดของแสลงของโรคกระเพาะเลย)
ควันบุหรื่ จะไปรบกวนการหายของแผลในกระเพาะ
- ของที่ทำให้กระเพาะต้องทำงานหนัก
อาทิ ของย่อยยาก เช่น เนื้อเหนียวๆ ของที่เคี้ยวไม่ละเอียด ไปจนถึงของที่กินมากเกินไป จนกระเพาะคราก (ย่อยไม่ไหว) เพราะถ้ากินของเหล่านี้ กระเพาะจะย่อยอาหารอยู่เป็นเวลานาน แผลในกระเพาะจึงโดนกระทบกระเทือนมากหน่อย
ของมันๆก็ย่อยยากนะครับ เพราะในกระเพาะไม่มีน้ำย่อยไขมัน

- ความเครียด ความหิว ก็เป็นของแสลงเช่นกัน มันทำให้น้ำย่อยออกมาเยอะ โดยเฉพาะเวลากลางคืน ถ้านอนไม่หลับร่วมด้วยล่ะก็ โรคกระเพาะจะหายยาก แม้ว่าโรคนี้จะรักษาหายได้ แต่ก็สามารถกลับมาเป็นใหม่ได้
อีกหากผู้ป่วยไม่ปรับพฤติกรรมด้านสุขภาพ สำหรับข้อปฏิบัติสำหรับผู้ป่วยโรคนี้ ได้แก่
1. รับประทานอาหารให้เป็นเวลาทุกมื้อ
2. งดดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์
3. งดสูบบุหรี่
4. หลีกเลี่ยงการใช้ยาต้านอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์และยากลุ่มสเตียรอยด์เป็นเวลานานหรือใช้ในขนาดสูง
ถ้าจำเป็นต้องใช้ยาประเภทนี้ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร
5. ออกกำลังกายหรือหากิจกรรมต่างๆทำเพื่อผ่อนคลายความเครียด
   สิ่งที่ควรระลึกถึงเสมอในการรักษาโรคแผลในทางเดินอาหารคือการรับประทานยาอย่างต่อเนื่อง
และพบแพทย์อย่างสม่ำเสมอเพราะถ้ารักษาไม่ต่อเนื่องอาจทำให้เป็นแผลมากกว่าเดิม เกิดแผลเรื้อรังและรักษาได้ยากขึ้น